คำที่ไม่ได้พูด
posted on 09 Dec 2011 14:07 by sanguinea in Homeworkโดยปกติเวลาคิด+เขียนแค่ชั่วโมงครึ่งในแต่ละคาบมันก็จวนเจียนมากๆ ได้ประมาณนี้ส่งไปก็ค่อนข้างพอใจมากๆแล้ว :))) (เพราะคาบเช้าเป็นอะไรที่ง่วงสุดๆ)
4.
วันนี้ถมยาไม่ขึ้นเวที เขาคงทนฝืนยิ้มไม่ไหวในสภาพเช่นนี้ เขาเสียลูกไป เดือนเพ็ญที่เสียเลือดมากก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรอดหรือไม่ การแสดงของโรงยี่เกบางกอกคืนนี้คงเป็นคืนสุดท้าย ถมยาบอกทุกคนในคณะไว้หมดแล้ว ส่วนตัวเขาเองเมื่อเลิกจากนี้ก็จะไปรับงานก่อสร้างเพื่อพอให้มีเงินเป็นค่ารักษาเดือนเพ็ญ ดีกว่าต้องทนไปกับโรงยี่เกที่นับวันคนยิ่งเหลือน้อยไปทุกที
ถมยารู้สึกตัวอีกที เมื่อการแสดงจบลงและทุกคนล่ำลากันไปหมดแล้ว เหลือเพียงเขากับโรงยี่เกโรงเก่าที่รอคนมาเซ้งต่อ เขาเก็บของและเตรียมตัวจะกลับไปเฝ้าเดือนเพ็ญที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเขากำลังจะก้าวออกไป เสียงดนตรีไทยก็ดังขึ้น ถมยาหยุดกึกและหันกลับไปด้วยความฉงน เครื่องดนตรีนั้นเก็บหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ มีเพียงเขาแล้วใครเล่าจะบรรเลงเสียงเพลง ด้วยความสงสัยที่มีมากกว่าความกลัว ถมยาจึงเดินเข้าไปดูหน้าเวทีซึ่งบัดนี้มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันที่จุดไว้ข้างเวทีเท่านั้น
ชายวัยกลางคนสวมใส่ชุดยี่เกเต็มยศพระเอกยืนวาดลวดลายอยู่บนเวทีเพียงผู้เดียวด้วยท่าทางที่ถมยาคุ้นตายิ่งนัก เมื่อหันกลับมาประจันกันนั้นเอง ภาพที่เห็นทำให้ถมยาถึงกับตัวสั่นและตาเบิกกว้างด้วยความกลัว เขาพยายามจะถอยแต่ก้าวไม่ออก ได้แต่นั่งทรุดอยู่ตรงนั้น
เมื่อผลเห็นดังนั้นก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนหัวลุก พร้อมพูดขึ้นว่า
“จำกูได้ไหม ไอ้ถมยา กูผล พระเอกยี่เกคณะนายผล”
ถมยาไม่ตอบอะไรเอาแต่นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้า หน้าซีด เหงื่อแตก น้ำหูน้ำตาไหลเยิ้ม ผลเห็นดังนั้นจึงสำทับเข้าอีกว่า
“กูเป็นคนที่โดนมึงฆ่า จำกูได้หรือยัง ไอ้ถมยา!”
พูดได้เพียงเท่านั้น ไอ้ถมยาก็เผ่นวิ่งพรวดออกไปพร้อมกับแหกปากอย่างคนเสียสติ
ผลไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ไปปรากฏตัวดักหน้าถมยาที่เบรกสุดชีวิต ก่อนจะวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้าม แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนผลก็ดักเสียทุกทาง จนในที่สุดถมยาก็เข้ามาหลบอยู่ในโรงยี่เกของตัวเอง เมื่อหลบได้สักพักเห็นว่าผลไม่ตามมาแล้ว จึงลุกขึ้นจะออกมาแต่นายผลยืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
“จำกูได้แล้วสิ” ผลพูดด้วยน้ำเสียงเย็น
ถมยาล้มลงยกมือไหว้ กล่าวขอโทษขอโพยผลด้วยความกลัวเป็นอย่างมาก ผลมองอย่างคับแค้นพร้อมใช้กำลังเหวี่ยงถมยาขึ้นไปบนเวทีด้วยแรงลมนี้เองทำให้ตะเกียงน้ำมันข้างเวทีล้มไป และไฟก็เริ่มลามไปติดไม้ซึ่งเป็นฐานของโรงยี่เก
ผลขยับเข้ามาใกล้ถมยาซึ่งร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เขาจ้องมองคนที่เคยได้ชื่อว่าคนสนิท เด็กที่เขาจะมาปั้นให้โด่งดังต่อไป หักหลังเขาอย่างไม่มีชิ้นดีในวันนั้น
5.
ผลเป็นพระเอกยี่เกคณะนายผลผู้กำลังโด่งดัง ในสมัยเด็กเขาถูกครอบครัวขีดเส้นไว้ด้วยการบังคับให้เข้าเรียนเพื่อรับราชการตามผู้เป็นพ่อและแม่ ซึ่งผลเองรักการแสดงเป็นที่สุดกลับถูกทางบ้านห้ามนักหนา
ชอบร้องรำทำเพลง ถ้าเป็นผู้หญิงคงไม่พ้นขายตัวกินไปด้วย แม่ของผลมักชอบพูดดูถูกเช่นนี้เป็นประจำ จนผลทนไม่ไหวจึงหนีออกจากบ้านมาเข้าคณะยี่เกของนายทับทิม ไต่เต้าจากเด็กยกของมาเป็นตัวเด่นในเวลาไม่นานด้วยพรสวรรค์ หลังจากที่นายทับทิมหัวหน้าคณะตายลงด้วยโรคร้าย ผลก็ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะและพระเอกยี่เกผู้โด่งดัง มีคนนิยมชมชอบมากหน้าหลายตา เขาตกลงปลงใจแต่งงานกับเดือนเพ็ญ หญิงสาวหัวอ่อนผู้แสนอ่อนไหวโดยไม่รู้เลยว่าเธอจะเป็นหนึ่งเหตุผลในปัญหาของเขา ทั้งงานและความรักของผลเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งถมยาเข้ามา
ผลรับถมยาไว้เพราะเห็นเป็นเด็กที่มีปัญหาครอบครัวและพรสวรรค์คล้ายๆตน แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเขาได้รับอสรพิษมาเลี้ยงไว้ในบ้านของตนก็สายไปเสียแล้ว ถมยาเด่นเกินหน้าเกินตา และผลเองก็อายุมากขึ้น คนดูก็หันไปนิยมชมชอบในตัวถมยา ด้วยความเป็นคนมีศักดิ์ศรีทำให้ผลตัดสินใจยกโรงยี่เกให้แก่ถมยา แต่เมื่อผลจะออกจากโรงยี่เกก็พบว่าเดือนเพ็ญภรรยาผู้หัวอ่อนของเขานั้นได้หลงคารมของถมยาเข้าแล้ว
เมื่อหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีที่เขาโดนถมยาเหยียบหยาม เย็นวันนั้นผลรอจนจบการแสดง และดึงตัวถมยาออกมาพูดคุยตรงป่าทึบซึ่งอยู่ทางด้านหลังห่างจากโรงยี่เกไม่มากนัก ทั้งสองพูดคุยกันด้วยอารมณ์โกรธและเริ่มใช้กำลังกัน ระหว่างที่ผลเสียหลักด้วยวัยและกำลังที่มีน้อยกว่า ทำให้โดนถมยาซึ่งโมโหจนขาดสติคว้าท่อนไม้ตีผลโดยไม่ฟังเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผล จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบไป ถมยาก็ยังคงฟาดไม้ลงบนร่างของผู้เคยเป็นนายอย่างไม่ยั้งจนเหนื่อยหอบ และพบว่าผลนั้นสิ้นใจไปนานแล้ว ด้วยความกลัวถมยาจึงลากร่างอันโชกเลือดของผลลึกเข้าไปในป่าและทิ้งเขาลงไปในร่องเขาที่มีวัชพืชปกคลุมอยู่ ถมยารีบวิ่งหนีกลับไปโดยไม่ลืมที่จะเอาใบไม้และกิ่งไม้คลุมศพของผลไว้จนมิดเหลือเพียงดวงตาที่ยังเบิกโพลงอยู่ในความมืดของผลที่ลอดออกมาจากเศษซากเหล่านั้น
6.
ผลหัวเราะเบาๆในลำคอด้วยน้ำเสียงที่หดหู่เล็กน้อยก่อนจะพูดต่อหลายเหตุการณ์ หลากอารมณ์
‘หลายชีวิต’
1.
เขาตายแล้ว
....
‘ผล’ตอกย้ำประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมากับตัวเองเป็นรอบที่พัน หลังจากที่เขาบังเอิญไปหัวเสียกับการทักทายคนรู้จักแล้วไร้การตอบสนอง
เขาตายแล้ว
ผลย้ำกับตัวเองอีกทีเพื่อเตือนความจำกับสภาพที่เขายังไม่คุ้นเคย เพราะเขาเพิ่งเปลี่ยนสภาพจากเนื้อหนังเป็นหมอกควันเมื่อก่อนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง
ทำไมเขาถึงรับสภาพเช่นนี้ได้เร็วนัก ผลก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน แต่มีอยู่อย่างเดียวที่รู้คือ เขายังมีงานต้องทำอีกเยอะ
ผลนั่งปะปนอยู่กับผู้คนในห้องสมุดสาธารณะที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการอ่านหนังสือและนิตยสารตรงหน้า เขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ความรุ่มร้อนที่คอยกวนหัวใจที่กรวงโบ๋ของเขาอยู่ร่ำๆ ทำให้เขาไม่สามารถจะจากโลกแห่งนี้ไปได้ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เมื่อผลเงยหน้าขึ้นมา รอบข้างเขาก็ร้างผู้คนและท้องฟ้ามืดสนิท
เสียงอึกทึกครึกโครมของเสียงเพลงดังแว่วมาตามลม เปลี่ยนสายตาที่หม่นหมองไร้จุดหมายของผลให้มีประกายไฟลุกโชติช่วง สีหน้าที่เคยนิ่งสนิทกลายเป็นใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มชวนขนลุก
งานของเขาเริ่มต้นขึ้นแล้ว
2.
โรงยี่เกบางกอกเริ่มโหมโรงด้วยดนตรีไทยเสนาะหูเพื่อเรียกคนดูด้านนอกให้เข้ามานั่งในที่ที่ยังว่างอยู่ให้เต็ม หลังจากนั้นสักพักแม่ยกก็ต้องตบมือเสียงดังสนั่น เพราะ‘ถมยา’พระเอกในดวงใจขึ้นแสดงแล้ว ด้วยลีลาท่าทางอันสวยงามบวกกับหน้าตาหล่อเหลาเอาการและรอยยิ้มติดตาตรึงใจ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งถมยาจะต้องเข้าหลังเวทีด้วยพวงมาลัยพ่วงธนบัตรที่คล้องจนล้นคอและแก้มที่เปรอะไปด้วยรอยลิปสติกสีต่างๆ วันนี้โรงยี่เกของคณะเขาเล่นเรื่องอิเหนาที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เล่นมาหลายรอบแล้วแต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะเบื่อกัน ไม่รู้เป็นเพราะเนื้อเรื่องสนุกหรือพระเอกถูกใจกันแน่
เรื่องราวดำเนินไปจนเข้าสู่องค์ที่สาม พระเอกถมยากำลังจะเข้าฟาดฟันกับตัวร้ายที่กีดกันไม่ให้เขาเจอกับนางเอก จู่ๆไฟก็ดับทั้งโรงยี่เก ทั้งนักแสดงทั้งชาวบ้านต่างตกใจร้องเรียกหากันให้เซ็งแซ่ ถมยาที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นได้ตะโกนเข้าไปในหลังเวทีด้วยอาการหัวเสีย
“รีบเปิดไฟสิวะ เรื่องกำลังสนุก เดี๋ยวคนดูจะอารมณ์ค้าง กูจะต่อไม่ติด”
เสียงตะโกนตอบรับกลับมาอย่างลุกลี้ลุกลนของเด็กเดินสายไฟ ทำให้ถมยายืนรออย่างไม่เป็นสุข เขายืนเคาะเท้าด้วยความไม่พอใจ คนดูเริ่มกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งหลังจากที่มีเสียงประกาศว่าใกล้จะเริ่มการแสดงต่อได้แล้ว เวลาผ่านไปไม่ถึงอึดใจไฟก็ติดอีกครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ถมยาได้ยินเสียงหัวเราะที่ไร้ที่มาดังมาจากข้างๆหูของเขา
ถมยาชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหันไปมอง รอบตัวเขามีเพียงตัวแสดงยี่เกอีกสองคนซึ่งยืนอยู่ห่างจากเข้าไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงในระยะประชิดขนาดนี้ ไม่มีเวลาให้ถมยาได้คิด เพราะดนตรีเริ่มบรรเลง เขาก็ต้องกลับเข้าสู่บทบาทของพระเอกในเรื่องให้จบ
การแสดงในวันนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีตามเคย หากไม่นับเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรที่ช่างควบคุมไฟก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ แต่ทุกคนในโรงยี่เกไม่ได้สนใจใคร่รู้มากเท่าใดนัก เพราะต่างให้ความสนใจกับการจัดแจงเก็บของเพื่อกลับเข้าที่พักชั่วคราวที่ได้เช่าไว้ คณะยี่เกบางกอกเป็นคณะยี่เกขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง คนจึงมากไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้ทุกครั้งที่เช่าบ้านพัก ถมยาซึ่งเป็นทั้งพระเอกและหัวหน้าคณะจึงต้องออกเงินเช่าไม่ต่ำกว่าสามหลังทุกครั้งไป แต่ถ้าเทียบกับกำไรที่ได้มาก็ถือว่าคุ้ม
ถมยาอาบน้ำแต่งตัวและเตรียมตัวจะเข้านอน ในห้องนั้น‘เดือนเพ็ญ’ภรรยาของเขาได้นอนอยู่ก่อนแล้ว เขาล้มตัวลงนอนพร้อมกับกอดหญิงสาวไว้แนบตัว ก่อนจะหลับไปสู่ห้วงนิทรา
คืนนั้นคนทั้งคณะต้องตื่นขึ้นด้วยเสียงร้องของตาปลอดคนตีระนาดเอกคนเก่าแก่ของคณะ แกร้องโวยวายและหน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัว โดนผีอำ ทุกคนในคณะเชื่ออย่างเพราะตาปลอดขี้เหล้า คงจะไปทำอะไรให้เจ้าที่เจ้าทางไม่พอใจ จึงให้แกจุดธูปขอขมาเสีย ก่อนทุกคนจะเข้านอนตามปกติ ยกเว้นตาปลอดที่แกไม่หลับอีกเลยตลอดคืนนั้น
หลังจากเหตุการณ์ที่ตาปลอดโดนผีอำ ก็มีเรื่องให้คนคณะยี่เกบางกอกได้พิศวงอีกมากมาย เมื่อเช้าวันหนึ่งเครื่องดนตรีไทยที่เก็บไว้เป็นอย่างดีหลังเวที มีสภาพยับเยินเหมือนถูกทุ่มจากเวทีลงมากองกับพื้น ทั้งๆที่เด็กเฝ้าของก็นอนเฝ้าอยู่ข้างๆกันกลับไม่ได้ยินเสียงอะไร ความผิดจึงมาตกอยู่ที่เด็กเฝ้าของที่โดนต่อว่าและไล่ตะเพิดออกไปจากคณะ ถัดจากเรื่องเครื่องดนตรีได้ยังไม่ครบสามวันดี ชุดที่ใช้ใส่แสดงยี่เกก็โดนมือดีฉีกเสียยับขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี แถมยังมีคราบเลือดติดอยู่ที่ชุดของถมยาอีกด้วย เกือบทุกคนลงความเห็นว่าอาจจะเป็นฝีมือของเด็กเฝ้าของที่โดนไล่ออกไปเมื่อวันก่อนกลับมาแก้แค้น แต่ประเด็นนั้นก็ตกไป เพราะชุดที่ถูกฉีกขาดและเปื้อนคราบเลือดนั้นยังอยู่ในตู้ที่ใส่กุญแจไว้แน่นตอนมาพบ และถมยาเป็นเพียงคนเดียวที่เก็บลูกกุญแจไว้
ทุกคนในคณะไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงต้องเปลี่ยนเรื่องการแสดงไปก่อนเพื่อตัดชุดใหม่ แม้ว่าจะเหลือแต่เรื่องที่เล่นซ้ำไปแล้วก็ตาม หลังจากนั้นไม่กี่วันคณะยี่เกบางกอกก็ต้องเปลี่ยนสถานที่เล่นไปจังหวัดอื่น เนื่องจากคนดูเริ่มลดน้อยถอยลง เพราะเบื่อเรื่องที่แสดงซ้ำไปซ้ำมา
คณะยี่เกบางกอกมาตั้งโรงยี่เกในจังหวัดใหม่ เพิ่งค้นย้ายของกันไม่นานก็มีอันต้องเลือดตกยางออก เพราะไม้ที่ใช้ทำพื้นโรงตกลงมาใส่คนขนของ ซ้ำยังมีโครงเหล็กที่ช่างมั่นใจว่าขันต่อดีแล้วร่วงลงมาทับป้ายคณะหักอย่างไร้สาเหตุ ทำให้ทุกคนหวาดกลัวกันไปตามๆกันจนหัวหน้าคณะอย่างถมยาต้องจัดทำบุญกันครั้งใหญ่ ทุกคนจึงกลับมาทำงานกันตามปกติอีกครั้ง
สามเดือนผ่านไปก็ยังคงมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นอีกบ้างแต่ก็ไม่มากนัก จนกระทั่งหกเดือนผ่านไป เริ่มมีคนในคณะลาออกเพราะทนอยู่ต่อไม่ไหว โดนผีอำบ้าง อุบัติเหตุบ้าง ถมยาไม่ได้ใส่ใจเพราะถือว่าคนที่ออกไปนั้นไม่สำคัญอะไร จ้างใหม่มาเพิ่มก็ยังได้ ก้าวสู่เดือนที่แปดที่โรงยี่เกบางกอกยังคงเปิดการแสดงอยู่แม้จะมีปัญหาต่างๆรุมเร้ามากมาย แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพราะเดือนเพ็ญภรรยาของถมยาตั้งท้องได้เกือบแปดเดือน ใกล้จะคลอดเต็มที
วันนี้มีคนดูเกือบค่อนโรงมากกว่าวันปกติอาจเป็นเพราะเป็นวันหยุดคนจึงดูหนาตามากเป็นพิเศษ ถมยายังออกมาให้ความบันเทิงแก่ชาวบ้านเหมือนอย่างเคย แต่วันนี้จิตใจของเขาไม่ปกตินักเป็นเพราะเขาฝันถึงชายผู้หนึ่งซึ่งเขาเองไม่เคยคิดจะกลับไปนึกถึงใบหน้านั้นอีก
หลังจากจบการแสดง ถมยาก็เข้าไปอาบน้ำเหมือนเคย ขณะที่เขาอาบน้ำก็ยังคงนึกถึงชายในความฝันเมื่อคืน แล้วเขาก็ต้องขนลุกซู่เมื่อคิดถึงแววตาของคนๆนั้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นดึงให้สติของเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง มันเป็นเสียงของผู้หญิงที่ดังมาจากลานบ้านพัก ถมยาจำได้ว่าเป็นเสียงของคนในคณะ ก่อนที่จะได้ทำอะไร เสียงเคาะประตูห้องน้ำก็ดังรัวขึ้นพร้อมกับเสียงตื่นตกใจของตาปลอด
“นายถมยา! อิเพ็ญมันตกบันไดเลือดออกมาเต็มไปหมด ออกมาดูเร็วเข้า!”
เหมือนเอาค้อนมาฟาดหัวของถมยาเต็มๆ เดือนเพ็ญกำลังอุ้มท้องลูกของเขาที่ใกล้จะลืมตาดูโลกเต็มที ขณะที่คว้าผ้าขาวม้าแล้ววิ่งไปที่ลานบ้านด้วยสติที่แทบแตกกระเจิงนั้นเอง เสียงหัวเราะที่ถมยาไม่ได้ยินมาเกือบปีก็ดังขึ้นข้างๆหูของเขาอีกครั้ง
3.
เขาตายแล้ว
ผ่านมาเกือบปี ผลไม่จำเป็นต้องย้ำประโยคนี้กับตัวเองอีกแล้ว เขารู้ตัวเองดีและรู้ว่าอันที่จริงความตายนั้นก็ได้มอบประโยชน์มากมายสำหรับเขา
คืนนี้ผลนั่งปะปนอยู่กับชาวบ้านที่มานั่งดูยี่เกคณะบางกอก การแสดงยังไม่เริ่ม คนก็มีไม่มากนักมีแต่ตายายสองสามคนที่นั่งติดเวทีเพราะสายตาฝ้าฟางและชาวบ้านกลุ่มเล็กๆอีกกลุ่มหนึ่ง ผลยิ้มน้อยๆเมื่อมองไปเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งจูงกันมานุ่งดูยี่เก จริงอยู่ที่ยี่เกยังมีชื่อเสียงแต่สมัยนี้ วัยรุ่นหนุ่มสาวคงไปนั่งดูหนังกลางแปลงที่เข้ามาฉายกันให้ขวัก คงจะโรแมนติกกว่ากันเยอะ ผลคิด ก่อนที่เสียงบรรเลงดนตรีไทยจะดังขึ้นเป็นสัญญาณการเริ่มเล่นยี่เก ผลลุกจากที่นั่งช้าๆ เขาถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงยี่เก
ไปจัดการกับงานชิ้นสุดท้าย